เรียนภาษาอังกฤษกับเพลง: Opalite (Taylor Swift)
ก่อนเริ่ม: เพลงนี้พูดกับใครกันแน่
จุดน่าสนใจมากของเพลงนี้คือมัน เริ่มจาก “I” แล้วค่อยขยับไปเป็น “you”
แปลว่าในตอนแรก ผู้พูดเล่าถึงตัวเองก่อน
แล้วต่อมาค่อยหันไปพูดกับใครบางคนอีกคนหนึ่ง
ดังนั้นเพลงนี้มี 2 มิติพร้อมกัน
มิติที่ 1
ผู้พูดสารภาพว่า
ฉันเคยมีนิสัยไม่ดีในความรัก
มิติที่ 2
ผู้พูดหันไปปลอบอีกคนว่า
เธอไม่ต้องกลัวนะ เดี๋ยวมันจะผ่านไป
เพราะฉะนั้นมันเป็นทั้งเพลง self-awareness และ comfort song
คือเพลงของคนที่เคยพังมาก่อน เลยรู้วิธีจับมือคนอื่นตอนเขากำลังพัง
PART 1: เปิดเพลงด้วยการยอมรับนิสัยตัวเอง
I had a bad habit / Of missing lovers past
แปล
ฉันเคยมีนิสัยไม่ดีอย่างหนึ่ง
คือชอบคิดถึงคนรักในอดีต
Grammar 1: Past Simple
I had a bad habit
โครงสร้าง:
Subject + had + object
นี่คือ Past Simple
ใช้เล่าสิ่งที่เคยเป็นจริงในอดีต
เช่น
I had a problem.
She had a reason to leave.
I had a bad habit.
จุดสำคัญคือมันไม่ใช่
I have a bad habit
ซึ่งจะหมายถึงตอนนี้ยังเป็นอยู่
แต่เป็น I had
เหมือนกำลังบอกว่า
“ฉันเคยเป็นแบบนั้น”
Grammar 2: habit of + V-ing
Of missing lovers past
โครงสร้างนี้สำคัญมาก:
habit of + gerund (V-ing)
แปลว่า
นิสัยชอบ…
เช่น
a habit of overthinking
a habit of checking my phone
a habit of missing lovers past
คำศัพท์
habit = นิสัย
bad habit = นิสัยไม่ดี
missing = คิดถึง / โหยหา
lovers past = คนรักในอดีต
คำว่า lovers past สวยนะ
ไม่ใช้แค่ exes แบบตรงไปตรงมา
แต่มันดู poetic กว่า เหมือนพูดถึง “คนรักที่ผ่านเข้ามาแล้วผ่านไป”
ความหมายลึก
นี่ไม่ใช่ประโยคของคนโทษคนอื่น
แต่เป็นประโยคของคนที่เริ่มรู้จัก pattern ตัวเอง
ประมาณว่า
ฉันไม่ได้แค่ unlucky in love หรอก
ฉันเองก็มีนิสัยชอบย้อนกลับไปกินเศษซากของอดีต
โอ๊ย โตมากแม่
My brother used to call it / 'Eating out of the trash'
แปล
พี่ชาย/น้องชายฉันเคยเรียกมันว่า
“การไปคุ้ยกินจากถังขยะ”
Grammar 3: used to + verb
My brother used to call it...
โครงสร้างนี้ใช้บ่อยมาก:
used to + base verb
แปลว่า
เคย…ในอดีตเป็นประจำ
แต่ตอนนี้ไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้ว หรือไม่ได้เน้นว่าตอนนี้ยังทำอยู่ไหม
เช่น
I used to be shy.
We used to talk every day.
My brother used to call it that.
Metaphor: Eating out of the trash
นี่คือภาพเปรียบที่แรงมาก
ไม่ได้เป็น idiom มาตรฐานแบบเปิดพจนานุกรมแล้วเจอเป๊ะ ๆ
แต่มันเป็น metaphor ที่ชัดมากว่า
กลับไปหาอะไรที่เหลือทิ้งแล้ว
กลับไปหาของเสีย
เลือกกินของที่ควรโยนทิ้งไปแล้ว
ในบริบทรักคือ
กลับไปหาแฟนเก่า ความสัมพันธ์เก่า หรือรูปแบบความเจ็บเก่า ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีคุณภาพ
สรุปแบบอ.แคร์เลส:
นี่คือภาษาของคนที่เริ่มยอมรับว่า
การโหยหาอดีตไม่ใช่ความลึกซึ้งเสมอไป บางทีมันคือ bad habit เฉย ๆ
It's never gonna last
แปล
มันไม่มีวันยั่งยืนหรอก
Grammar 4: gonna = going to
It’s never gonna last
= It is never going to last
ใช้ในภาษาพูดและเพลงบ่อยมาก
เช่น
It’s gonna rain.
This isn’t gonna work.
It’s never gonna last.
คำศัพท์
last = อยู่ได้นาน / ยั่งยืน
ความหมาย
นี่เหมือนเสียงของความจริงที่พูดขึ้นมาอย่างแห้ง ๆ
คือรู้อยู่แล้วว่า
สิ่งที่สร้างจากการคุ้ยอดีตกลับมา
ยังไงก็ไม่ยืน
PART 2: จากบ้านผีสิงสู่โลกของคำคมคู่รัก
I thought my house was haunted / I used to live with ghosts
แปล
ฉันเคยคิดว่าบ้านฉันโดนผีสิง
ฉันเคยอยู่กับผี
คำศัพท์
haunted = มีผีสิง / ถูกหลอกหลอน
ghosts = ผี
ความหมายตรงและความหมายเปรียบ
แน่นอน มันอาจไม่ได้หมายถึงผีจริง
แต่มันหมายถึง
ความทรงจำเก่า
ร่องรอยแฟนเก่า
บาดแผลเดิม
เงาของอดีตที่ยังอยู่ในบ้านและในใจ
คำว่า live with ghosts สวยมาก
เพราะมันไม่ได้พูดแค่ว่า “ฉันจำอดีตได้”
แต่มันพูดว่า
ฉันใช้ชีวิตร่วมกับมันเลย
Grammar 5: used to live
อีกรอบของ used to
I used to live with ghosts
คือเคยใช้ชีวิตในสภาพนั้น
ฟังแล้วเห็นเลยว่า เพลงนี้เน้นการเล่าจากประสบการณ์เก่าอย่างมีสติ
And all the perfect couples / Said, "When you know you know." / And, "When you don't you don't."
แปล
และคู่รักสมบูรณ์แบบทั้งหลายก็พูดว่า
“ถ้าใช่ เดี๋ยวก็รู้เอง”
และ “ถ้าไม่ใช่ ก็คือไม่ใช่”
ภาษาที่น่าสนใจ
When you know, you know
นี่เป็นวลีที่ใช้จริงในภาษาอังกฤษสมัยใหม่มาก
โดยเฉพาะเวลา people talk about love
แปลประมาณว่า
ถ้าใช่จริง เดี๋ยวคุณจะรู้เอง
มันมีความเป็นคำคมสูงมาก
แล้วเพลงนี้เอามาใช้อย่างมีทั้งความจริงและความแอบหมั่นไส้
When you don’t, you don’t
บรรทัดนี้ฉลาดมาก
เพราะเป็นการกลับด้านประโยคเดิมให้สั้น คม และโหดขึ้น
แปลว่า
ถ้าไม่รู้ ก็คือไม่ใช่
คือไม่ต้องดิ้น ไม่ต้องพยายามแปลสัญญาณมาก
ถ้ามันไม่ใช่ มันก็ไม่ใช่
ความหมายลึก
“perfect couples” ในเพลงไม่ได้ถูกเสนอแบบน่าอิจฉาเต็มร้อย
มันมีโทนประมาณ
คู่รักสมบูรณ์แบบทั้งหลายก็ชอบพูดคำสวย ๆ กันนั่นแหละ
เหมือนผู้พูดเคยได้ยินคำคมมามาก
แต่กว่าจะเข้าใจจริงต้องเจ็บเองก่อน
PART 3: ปรัชญาชีวิตแบบสั้น แต่คมมาก
And all of the foes and all of the friends / Have seen it before, they'll see it again / Life is a song, it ends when it ends / I was wrong
แปล
ทั้งศัตรูทั้งเพื่อน
ต่างก็เคยเห็นเรื่องนี้มาก่อน แล้วก็จะเห็นอีก
ชีวิตก็เหมือนเพลง มันจบเมื่อมันจบ
และฉันเคยผิด
คำศัพท์
foes = ศัตรู
friends = เพื่อน
seen it before = เคยเห็นมาก่อน
Life is a song = ชีวิตคือเพลง
I was wrong = ฉันผิดไป
Grammar 6: Future Simple
they’ll see it again
= they will see it again
โครงสร้าง:
will + verb
แปลว่า
พวกเขาจะเห็นมันอีก
คือเรื่องผิดพลาดทางรักมันไม่ใช่เรื่องใหม่
คนรอบตัวก็เคยเห็น pattern แบบนี้มาแล้วทั้งนั้น
Metaphor: Life is a song, it ends when it ends
นี่คือประโยคที่สวยมาก
และเป็นแก่นปรัชญาของเพลงเลย
ชีวิตคือเพลง
มันจบเมื่อมันจบ
แปลว่าอะไร
แปลว่า
บางสิ่งไม่ได้ยาวตลอดไป
บางความสัมพันธ์มีเวลาของมัน
บางบทเพลงไม่ได้ต้องถูกยืดให้นานกว่าที่ควร
นี่คือภาษาแห่งการยอมรับ
ไม่ดราม่าเกิน
แต่จริงมาก
I was wrong
สามคำ แต่แรงมาก
Past Simple อีกแล้ว
และเป็นประโยคสารภาพเรียบ ๆ
ไม่มีคำอธิบายต่อท้าย
ไม่มีข้ออ้าง
แค่
ฉันผิดเอง
โอ๊ย คนที่พูดแบบนี้ได้คือผ่านอะไรมาเยอะแล้วจริง
PART 4: แม่กลับมาอีกครั้ง พร้อมบทปลอบใจหลักของเพลง
But my Mama told me / It's alright
แปล
แต่แม่ฉันบอกฉันว่า
ไม่เป็นไรนะ
คำศัพท์
Mama = แม่
It’s alright = ไม่เป็นไร / ทุกอย่างโอเคได้ / ผ่านไปได้
นี่เป็นภาษาปลอบที่พื้นฐานมาก
แต่ใช้ได้จริงมาก
และเพราะมันพื้นฐานนี่แหละ มันจึงทรงพลัง
PART 5: Chorus ที่สวยมาก และเต็มไปด้วยภาพ
You were dancing through the lightning strikes
แปล
เธอกำลังเต้นฝ่าท่ามกลางสายฟ้าที่ฟาดลงมา
Grammar 7: Past Continuous
You were dancing
โครงสร้าง:
Subject + was/were + V-ing
ใช้พูดถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งในอดีต
เช่น
I was waiting.
They were fighting.
You were dancing.
แต่ในเพลงนี้ มันไม่ได้หมายถึงเต้นจริง ๆ อย่างเดียว
มันหมายถึง
เธอกำลังใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางอันตรายและความปั่นป่วน
คำว่า dancing through สวยมาก
เพราะมันไม่ได้ใช้ surviving หรือ walking through
มันใช้ dancing
คือยังมี grace ยังมี movement ยังมีชีวิตอยู่ แม้อยู่ในพายุ
Sleepless in the onyx night
แปล
นอนไม่หลับอยู่ในค่ำคืนสีออนิกซ์
คำศัพท์
sleepless = นอนไม่หลับ
onyx = อัญมณีสีดำ
night = คืน
ความหมาย
onyx night คือการใช้ภาพสีดำแบบหรูและลึก
ไม่ใช่แค่ “dark night” ธรรมดา
แต่มันเป็นคืนที่ดำแน่น หนัก สวย และทึบ
สรุปคือ
นี่ไม่ใช่คืนธรรมดา
แต่มันคือคืนของความวิตก ความเหงา ความไม่หลับ และความหนักในใจ
But now the sky is opalite
แปล
แต่ตอนนี้ท้องฟ้ากลายเป็นสีโอปาไลต์แล้ว
คำศัพท์
opalite ให้ภาพสีขาวน้ำนม เรืองนุ่ม โปร่งแสง เปลี่ยนเฉดตามแสง
ความหมาย
นี่คือประโยคเปลี่ยนโลกของเพลง
จาก
haunted house
ghosts
lightning strikes
onyx night
มาสู่
opalite sky
คือจากความมืดหนักทึบ
มาสู่แสงที่นุ่ม โปร่ง และมีความหวัง
นี่เป็น metaphor ของ healing ชัดมาก
ไม่ได้พูดว่า
“ทุกอย่างดีแล้วจ้า”
แต่พูดว่า
ท้องฟ้ามันเปลี่ยนสีแล้วนะ
บางทีการหายดีในชีวิตก็เป็นแบบนี้
ไม่ใช่ระเบิดพลุ
แต่เป็นการที่สีของฟ้าค่อย ๆ เปลี่ยน
Oh oh oh oh, oh my Lord / Never made no one like you before
แปล
โอพระเจ้า
ไม่เคยสร้างใครแบบเธอมาก่อนเลย
Grammar 8: Double negative แบบภาษาพูด/เพลง
Never made no one like you before
ตาม grammar มาตรฐานเป๊ะ ๆ เราอาจคาดว่า
Never made anyone like you before
หรือ
Has never made anyone like you before
แต่เพลงใช้ never + no one
ซึ่งเป็น double negative แบบภาษาพูด/lyric style
มันไม่ใช่รูปทางการ แต่ให้แรงอารมณ์มากกว่า
ความหมาย
นี่คือการยกย่องอีกคนแบบสูงมาก
ประมาณว่า
ไม่มีใครเหมือนเธอเลยจริง ๆ
You had to make your own sunshine
แปล
เธอต้องสร้างแสงแดดของตัวเองขึ้นมา
ความหมายลึก
ประโยคนี้สวยมาก
แปลว่าอีกคนไม่ได้เกิดมาโชคดี
ไม่ได้มีแดดให้ฟรี
แต่ต้องสร้างความอบอุ่น ความหวัง และแสงของตัวเองขึ้นมาเอง
มันคือภาษาของคนที่
ลำบากมา
เหงามา
ต้องพยุงตัวเองมา
แต่ยังรอดมาได้
โอ๊ย ประโยคนี้งามจริง
PART 6: verse ที่สอง — เล่าความสัมพันธ์ที่ไม่เท่ากัน
You couldn't understand it / Why you felt alone / You were in it for real / She was in her phone / And you were just a pose
แปล
เธอไม่เข้าใจเลย
ว่าทำไมถึงรู้สึกโดดเดี่ยว
เธอจริงจังกับมัน
แต่เธอคนนั้นมัวอยู่ในโทรศัพท์
และเธอเองก็เป็นแค่พร็อพ / แค่ภาพประกอบ
Grammar 9: Past Simple + Feeling clauses
You couldn’t understand it
Why you felt alone
You were in it for real
She was in her phone
คำศัพท์
for real = จริงจังจริง / เอาจริง
in her phone = จมอยู่กับมือถือ
a pose = ท่าโพส / ภาพลักษณ์ / สิ่งประกอบฉาก
ความหมาย
โอ๊ย บรรทัดนี้ร่วมสมัยมาก
มันพูดถึงความสัมพันธ์ที่
คนหนึ่งมาเต็มใจ
แต่อีกคนไม่ได้อยู่ในความสัมพันธ์จริง ๆ เลย
She was in her phone
คือประโยคธรรมดา แต่ทำงานสุด ๆ
มันหมายถึง
ไม่อยู่กับปัจจุบัน
ไม่อยู่กับคุณ
ใจไม่ได้อยู่ตรงนี้
ส่วน you were just a pose แรงมาก
แปลว่า
เธอเป็นแค่ภาพ
แค่ของประกอบ
แค่สิ่งที่เอาไว้ให้ relationship นี้ดูเหมือนมีอยู่
เจ็บมากนะท่อนนี้
PART 7: โต๊ะอาหาร กับความหิวที่เป็น metaphor ใหญ่ของเพลง
And don't we try to love love / We give it all we got
แปล
เราก็พยายามจะรักรักกันเหลือเกิน
เราให้ทุกอย่างที่เรามี
ภาษาที่น่าสนใจ
love love ฟังเหมือนเล่นคำ
คือไม่ใช่แค่ love เป็นกริยา
แต่เหมือนพูดถึง “ตัวความรัก” เองด้วย
ประมาณว่า
เราพยายามจะทำเรื่องรักให้มันเวิร์ก
วลี
give it all we got
แปลว่า
ทุ่มหมดหน้าตัก / ให้สุดที่มี
ใช้ได้จริงมาก เช่น
We gave it all we got.
You finally left the table / And what a simple thought / You're starving til you're not
แปล
ในที่สุดเธอก็ลุกออกจากโต๊ะ
และมันเป็นความคิดที่เรียบง่ายมาก
เธอหิวอยู่… จนกระทั่งไม่หิวอีกต่อไป
Metaphor ใหญ่: โต๊ะอาหาร = ความสัมพันธ์
นี่คือจุดฉลาดที่สุดจุดหนึ่งของเพลง
left the table = ลุกออกจากความสัมพันธ์ / เลิกนั่งอยู่กับสิ่งที่ไม่เลี้ยงชีวิตเรา
starving = อดอยาก
til you’re not = จนกว่าจะไม่ใช่อีกแล้ว
ความหมายคือ
บางทีเราอยู่ในความสัมพันธ์เพราะคิดว่า “ต้องพยายามต่อ”
แต่ความจริงง่ายมาก:
ถ้ามันทำให้เราหิวโหยอยู่ตลอด
เราก็แค่ต้องลุกจากโต๊ะนั้น
โอ๊ย อันนี้ดีมาก
You’re starving til you’re not
คือประโยคเรียบง่ายแบบคนตรัสรู้หลังเหนื่อยมานาน
PART 8: วงจรของมนุษย์ และคำปลอบแบบคนผ่านโลก
And all of the foes and all of the friends / Have messed up before, they'll mess up again / Life is a song, it ends when it ends / You move on
แปล
ทั้งศัตรูทั้งเพื่อน
ต่างก็เคยทำพลาดมาแล้ว และจะพลาดอีก
ชีวิตคือเพลง มันจบเมื่อมันจบ
แล้วเธอก็เดินต่อไป
คำศัพท์
mess up = ทำพัง / ทำผิด / ทำเละ
ใช้จริงมาก
I messed up.
We all mess up sometimes.
ความหมาย
ตรงนี้เพลงใจดีมาก
มันไม่ได้พูดว่า
“ทุกคนมีความรักสวยงามกันหมด ยกเว้นเธอ”
แต่มันพูดว่า
ทุกคนพลาดทั้งนั้น
นี่แหละ comforting truth
ไม่ใช่ปลอบแบบโลกสวย
แต่ปลอบแบบจริง
You move on
วลีนี้สำคัญมาก
แปลว่า
เดินหน้าต่อ / ก้าวต่อไป
ใช้ได้จริงมากในชีวิตภาษาอังกฤษ
It hurts, but you move on.
PART 9: Bridge — ส่วนที่งามที่สุดในเชิงภาพ
This is just / A storm inside a teacup
แปล
นี่ก็แค่พายุในถ้วยชา
Metaphor + idiom feel
แม้รูปนี้จะดัดแปลงจากสำนวนที่คุ้นกว่าอย่าง storm in a teacup แต่ความหมายก็ชัดว่า
มันคือเรื่องใหญ่ที่อยู่ในพื้นที่เล็ก
ความวุ่นวายที่ดูมหึมา แต่วันหนึ่งจะเล็กลง
แปลแบบอารมณ์คือ
ตอนนี้มันดูใหญ่โตมาก แต่จริง ๆ มันจะผ่านไป
But shelter here with me, my love
แปล
แต่มาหลบภัยอยู่ตรงนี้กับฉันนะ ที่รัก
คำศัพท์
shelter = หลบภัย / ที่พักพิง
เป็นประโยคที่อบอุ่นมาก
เพราะจากก่อนหน้านี้ที่เพลงพูดถึง pattern ความผิดพลาด
ตอนนี้มันเสนอ ที่พักพิง
Thunder like a drum / This life will beat you up, up, up, up
แปล
ฟ้าร้องเหมือนกลอง
ชีวิตนี้จะซัดเธอหนักเลย
วลีสำคัญ
beat someone up
แปลตรงตัวคือซ้อม
แต่ในที่นี้ใช้เชิง metaphor ว่า
ชีวิตเล่นงานเธอหนัก
ใช้ได้จริงในภาษาพูด เช่น
Life really beat me up this year.
This is just a temporary speed bump
แปล
นี่ก็แค่ลูกระนาดชั่วคราว
คำศัพท์
temporary = ชั่วคราว
speed bump = ลูกระนาด
นี่คือ metaphor ที่ทันสมัยและใช้ได้จริงมาก
ปัญหานี้ไม่ใช่กำแพง
ไม่ใช่เหว
แค่ speed bump
สะดุดได้
ชะลอได้
แต่ผ่านได้
But failure brings you freedom / And I can bring you love, love, love, love, love
แปล
แต่ความล้มเหลวนำอิสรภาพมาให้เธอ
และฉันสามารถมอบความรักให้เธอได้
ความหมายลึก
นี่คือแก่นของเพลงเลย
failure brings you freedom
แรงมาก
เพราะปกติคนพูดถึง failure แบบความอับอาย
แต่เพลงนี้บอกว่า
บางครั้งการล้มเหลวจากสิ่งที่ไม่ใช่
คือสิ่งที่ปลดปล่อยเรา
โอ๊ย ประโยคนี้ควรเขียนติดผนังห้อง
PART 10: ท่อนสุดท้าย — ความมั่นคงของคำปลอบ
Don't you sweat it, baby / It's alright
แปล
อย่าไปเครียดเลยที่รัก
มันโอเคนะ
วลี
don’t sweat it
เป็น idiom ใช้ได้จริงมาก
แปลว่า
อย่ากังวลเลย
อย่าซีเรียส
ไม่เป็นไรนะ
ใช้จริงได้บ่อยมาก
Don’t sweat it. We’ll fix it.
ท่อน chorus กลับมาอีกครั้ง
และยิ่งกลับมาครั้งนี้ ความหมายยิ่งเปลี่ยน
เพราะตอนแรกมันเหมือนคำปลอบจากแม่
ตอนกลางมันเป็นคำปลอบจากผู้พูด
ตอนท้ายมันกลายเป็นคำยืนยัน
ตอนนี้ฟ้ามันเปลี่ยนแล้ว
สรุปคำศัพท์เด่นจากเพลงนี้
bad habit = นิสัยไม่ดี
miss = คิดถึง / โหยหา
lovers past = คนรักในอดีต
used to = เคย
trash = ขยะ
haunted = ผีสิง / ถูกหลอกหลอน
ghosts = ผี / เงาอดีต
foes = ศัตรู
lightning strikes = ฟ้าผ่า
sleepless = นอนไม่หลับ
onyx = ดำสนิทแบบหินออนิกซ์
opalite = ขาวน้ำนม เรืองนุ่ม
pose = ท่าโพส / ของประกอบ
starving = อดอยาก
move on = เดินหน้าต่อ
shelter = หลบภัย / ที่พักพิง
beat you up = เล่นงานหนัก
temporary speed bump = อุปสรรคชั่วคราว
failure brings you freedom = ความล้มเหลวนำอิสรภาพมา
Grammar ที่เพลงนี้สอนดีมาก
1. Past Simple
I had a bad habit
I thought my house was haunted
I was wrong
You couldn’t understand it
2. used to
My brother used to call it
I used to live with ghosts
3. Past Continuous
You were dancing
4. Future / gonna
It’s never gonna last
They’ll see it again
They’ll mess up again
5. Idioms / spoken English
move on
don’t sweat it
beat you up
speed bump
ภาพสีในเพลงนี้สำคัญมาก
เพลงนี้เล่นกับสีและแสงเก่งมาก
ฝั่งมืด
haunted
ghosts
lightning strikes
onyx night
ฝั่งสว่าง
sunshine
sky
opalite
นี่คือการเดินทางจาก
ความมืดที่หนักแน่น
ไปสู่
แสงที่นุ่มและโปร่ง
ไม่ใช่ขาวสว่างจ้าแบบโลกสวย
แต่เป็นแสงแบบ opalite
คือแสงของคนที่ผ่านพายุมาแล้ว
แก่นของเพลงนี้ ถ้าอ.แคร์เลสต้องสรุปเป็น 5 บรรทัด
ผู้พูดเคยติดนิสัยย้อนกลับไปหาอดีตที่ไม่ควรย้อน
เคยอยู่กับผีของความสัมพันธ์เก่า
อีกคนหนึ่งก็เพิ่งผ่านความสัมพันธ์ที่ทำให้หิวโหยและโดดเดี่ยว
ความล้มเหลวไม่ได้แปลว่าจบ บางทีมันปลดปล่อย
ฟ้าข้างในเปลี่ยนได้ จาก onyx เป็น opalite
สรุปแบบอ.แคร์เลสปิดคลาส
เพลง Opalite เป็นบทเรียนภาษาอังกฤษที่สวยมาก เพราะมันไม่ได้แค่สอน grammar
มันสอนภาษาของการหายดี
มันสอนว่า
เราอาจเคยมี bad habit
เคยอยู่กับ ghosts
เคยเต้นฝ่า lightning strikes
เคยนอนไม่หลับใน onyx night
แต่วันหนึ่ง
ถ้าเรายอมลุกจากโต๊ะที่ทำให้เราหิว
ยอมเลิกคุ้ยขยะทางอารมณ์
ยอมรับว่า failure บางอย่างพาเราเป็นอิสระ
ท้องฟ้าก็จะไม่เป็นสีเดิมอีกต่อไป
มันจะกลายเป็น
opalite
และประโยคที่อยากให้จำที่สุดจากเพลงนี้ ไม่ใช่แค่เพราะมันสวย แต่เพราะมันจริงมาก คือ
You had to make your own sunshine.
บางคนไม่ได้รอแสงแดดจากใคร
เขาต้องสร้างมันเอง

Comments
Post a Comment